รู้จัก’โรคกาลี’เมื่อ20ปีก่อน ติดเชื้อแอนแทรกซ์จากแพะ

รู้จัก’โรคกาลี’เมื่อ20ปีก่อน ติดเชื้อแอนแทรกซ์จากแพะ
ทำความรู้จัก “โรคแอนแทรกซ์” ตระหนักแต่อย่าตระหนก โรคโบราณเมื่อ 20 ปีก่อน ชาวบ้านตั้งชื่อว่า “โรคกาลี” ติดเชื้อแบคทีเรียจาก “วัว-ควาย-แพะ-แกะ” อาการเป็นอย่างไรไปอ่านกัน

สัปดาห์นี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “อาหารการกิน” ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากๆ หลังจากที่มีข่าวชาวแม่สอด ชำแหละเนื้อแพะกินที่ลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน จนก่อเป็นโรคที่ชื่อว่า “แอนแทรกซ์” ซึ่งติดเชื้อจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis ที่เจอในสัตว์ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ และสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ 3 ช่องทาง คือ ผิวหนัง การกิน และติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ

โดยมีข้อมูลยืนยันจาก พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม อายุรกรรมโรคติดเชื้อ รพ.แม่สอด จ.ตาก ผลตรวจออกมาแน่ชัดแล้วว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อที่ อ.แม่สอด หลังจากที่ 20 ปีก่อนก็เคยพบผู้ป่วยมาแล้ว 6 รายที่ ต.มหาวัน โดยล่าสุดนี้ผู้ป่วย 2 ราย มีอาการผื่นที่ผิวหนัง รักษามาจากคลินิกเอกชนนาน 2 สัปดาห์ และไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น จึงมารับการรักษาที่โรงพยาบาล

เห็นครั้งแรกทำให้สงสัยโรคแอนแทรกซ์ได้ไม่ยาก เนื่องจากว่าโรคโบราณที่ชาวบ้านตั้งชื่อว่า “โรคกาลี” เพราะ…รอยโรคที่ผิวหนังเหมือนกับ 20 ปีก่อนเป๊ะ!!

มีชายชาวพม่า 6 คน นำแพะที่ตายแล้ว 6 ตัวมาหมู่บ้านแห่งนี้ที่อยู่ติดชายแดน โดยมีแค่ลำน้ำเมยสายเล็กๆ คั่น ชายชาวพม่าหิ้วแพะกลับไป ส่วนชาวบ้านก็นำมาปรุงอาหาร ทั้งเนื้อย่าง “แกงอุ๊บ” (คล้ายแกงมัสมั่น แกงฮังเล) แต่โชคดีที่ไม่มีใครกินดิบ ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อาหารเจ้ากรรมจึงถูกแจกจ่ายไปทั่วทั้งตำบล มีคนกิน สัมผัส ชำแหละ ทำลายซากรวมทั้งหมด 268 คน เด็กที่สุดอายุ 5 ขวบ และแก่สุดอายุ 86 ปี

เชื้อแบคทีเรีย “Bacillus anthracis” ในธรรมชาติมีมากมาย ความน่ากลัวดุร้ายก็ต่างกัน แต่ตัวที่โดดเด่นกว่าตัวอื่น จะก่อโรครุนแรงและอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานกว่า 10 ปี และที่ฮือฮามากในอเมริกาก็คือ…การนำไปทำอาวุธชีวภาพใส่ลงไปในซองจดหมาย เพราะเชื้อจะเข้าไปที่ปอด ทำให้มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว หายใจลำบาก และเสียชีวิตได้!!

ความเป็นจริง “เชื้อแอนแทรกซ์” ในธรรมชาติ ก็ยังมีความแบ๊วใสอยู่ ไม่ได้ดื้อยา และผู้ป่วยก็รักษาด้วย penicillin amoxicillin และ ciprofloxacin (ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย) แผลก็ยุบแห้งดี ส่วนเชื้อแอนแทรกซ์ในซองจดหมาย ผ่านการทำให้ดื้อยามาแล้วด้วยเทคนิคพิเศษ ดังนั้นอาจจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปกติ

เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าสัมผัส กิน ชำแหละ ทำลายสัตว์ที่เป็น “โรคแอนแทรกซ์” ภายใน 60 วัน แล้วมีอาการทางผิวหนัง “แผลในช่องปาก-ทางเดินอาหาร-หายใจหอบเหนื่อย-ปอดบวม” ก็ให้สงสัยอัตราการป่วยตาย หากเป็นที่ผิวหนังจะน้อยกว่า 5% ส่วนระบบทางเดินอาหาร 50% และถ้าเข้าสู่ปอดก็จะยุ่งหน่อย 80-90%

แม้ว่าโรคนี้จะไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนทางลมหายใจ แต่ทางเดียวที่สามารถติดต่อกันได้ คือ “สัมผัสโดนแผลของผู้ป่วย” ส่วนการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน จะผ่านการสัมผัส กิน ชำแหละ ทำลายซากสัตว์โดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน และจากสิ่งแวดล้อมสู่สัตว์และคน

จึงขอแนะนำว่าท่างที่ดีอย่าบริโภควัว ควาย แพะ แกะ ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ปรุงอาหารด้วยความร้อนสูง 100 องศาฯ เป็นเวลานานจนฆ่าเชื้อโรคได้ และอย่าสัมผัส ชำแหละ ทำลายสัตว์ป่วยโดยไม่รู้วิธี ควรปรึกษาปศุสัตว์

“ส่งเชื้อแบคทีเรียไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทั่งรู้ผลยืนยันว่าเป็นเชื้อแอนแทรกซ์ 99% เนื่องเราจากต้องรอบคอบในการให้ข่าวสาร เพราะเรื่องนี้กระทบเศรษฐกิจ และสภาพจิตใจคนที่อาจตื่นตระหนกในวงกว้าง ทีมสอบสวนโรคของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สอด ลงพื้นที่เอกซเรย์หาผู้สัมผัสและให้ยาปฏิชีวนะป้องกันแก่ชาวบ้านที่มีความเสี่ยง โดยต้องกินเป็นระยะเวลา 2 เดือน และติดตามการเกิดโรคอย่างต่อเนื่อง”

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกให้ฟังว่า ห้องปฏิบัติการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เปิดให้บริการเพาะแยกเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว จากสิ่งส่งตรวจ (เลือด เสมหะ อุจจาระ ป้ายแผล) ด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อที่จำเพาะต่อการเจริญเติบโต ในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 ซึ่งบุคลากรจะต้องสวม “ชุดอวกาศ” ป้องกันอันตรายจากเชื้อ โดยสามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง กรณีเกิดโรคระบาดเหตุฉุกเฉิน สามารถตรวจยืนยันผลได้ภายใน 3 วันทำการ

จากข้อมูลที่ว่า ชายแดนไทย-แม่สอด เป็นแหล่งนำเข้าปศุสัตว์แหล่งใหญ่ของประเทศ มีการส่งไปกรุงเทพฯ และไปไกลถึงมาเลเซีย ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงออกตรวจสัตว์ตลอดแนวชายแดน สุ่มเจาะเลือดยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อ และ กักกันไม่ให้มีสัตว์ออกจากชายแดนไปยังพื้นที่อื่น ยุติการนำสัตว์เข้า และปูพรมฉีดวัคซีนป้องกันกว่า 5,000 โดส

ส่วนการจัดการสิ่งแวดล้อม ฉีดยาฆ่าเชื้อและโรยปูนขาว ทำซ้ำทุกสัปดาห์เพื่อฆ่าสปอร์ของเชื้อที่อาจจะฝังตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อม ขณะที่การดูแลแหล่งน้ำ เทศบาลได้ตรวจเช็คระดับคลอรีน ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้สามารถฆ่า “เชื้อแอนแทรกซ์” ได้ ชาวแม่สอดไม่ต้องกังวล และเจ้าของคอกสัตว์ ควรสังเกตอาการสัตว์ที่มีไข้ ซึม มีบาดแผล ไม่กินอาหาร และล้มตายอย่างรวดเร็วให้แจ้งปศุสัตว์ทันที

ท้ายนี้…อยากให้ประชาชนตระหนักแต่อย่าตระหนก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะแปลก เพราะไม่เคยเกิดมานานแล้ว แต่อยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ แม่สอดอำเภอเล็กๆ ก็จะเป็นชายแดนและเป็นปราการธรรมชาติด่านแรกที่ทำหน้าที่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ให้ลุกล้ำเข้าไปในประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์